Loading...

10 เรื่องจริงสุดแปลกเกี่ยวกับเต่า ที่รู้แล้วจะทึ่ง!!

เต่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งบนบก ในแหล่งน้ำจืดและทะเล และเคลื่อนที่ได้อย่างค่อนข้างเชื่องช้า ดูๆ ไปแล้วก็มีลักษณะเหมือนชายชราที่ชาญฉลาด และตะหดตัวเข้าไปในกระดองเมื่อตกใจ แต่ยังมีเรื่องราวและข้อเท็จจริงสุดทึ่งอีกมากมายที่เกี่ยวกับเต่า เรามาดูกันเลย

 

 

#1 กระดองเต่าถอดไม่ได้

หลายคนอาจจะคิดว่ากระดองเต่าเป็นเหมือนเกราะที่สามารถถอดออกได้ แต่ที่จริงแล้วมันถอดไม่ได้นะ เพราะกระดองมันเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกระดูก ซึ่งประกอบไปด้วยกระดูกประมาณ 50 ชิ้น จริงๆ แล้วคือการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการของกรงซี่โครงและเป็นส่วนหนึ่งของแนวกระดูกสันหลัง มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณเคยเห็นในการ์ตูนเลยใช่ไหมหล่ะ เต่าไม่สามารถถอดกระดองออกและคลานออกไปได้ เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถถอดกระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงของคุณเองได้นั่นแหล่ะ กระดองเต่ามีเส้นประสาทและอาจมีเลือดออกเมื่อได้รับบาดเจ็บ และยังรู้สึกเจ็บปวดอีกด้วย

 

#2 เต่าเคยไปโคจรรอบดวงจีนทร์ก่อนนักบินอวกาศ

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1968 สหภาพโซเวียตได้เปิดตัวการสำรวจอวกาศ Zond 5 ในภารกิจโคจรรอบดวงจันทร์ และหลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ Zond 5 ก็กลับมายังโลก แม้จะเกิดความเสียหายของเครื่องวัดระดับความสูงซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ลงจอดได้สำเร็จบริเวณมหาสมุทรอินเดีย

โซเวียตเปิดเผยว่าเต่าสูญเสียน้ำหนักตัวไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และพบไกลโคเจนและธาตุเหล็กในเนื้อเยื่อตับในปริมาณที่มากเกินไป และพบการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในม้ามของเต่า แต่เต่ายังไม่ตายนะ ยังมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปอีก

 

#3 เต่าอัลลิเกเตอร์ใช้ลิ้นในการล่อเหยื่อ

หนึ่งในเต่าที่น่ากลัวก็คือเต่าอัลลิเกเตอร์ ซึ่งเป็นเต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ และจัดเป็นเต่าน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มันสามารถเติบโตได้ยาวถึง 2.5 ฟุต สามารถชั่งน้ำหนักได้มากถึง 200 ปอนด์ (โดยตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่มีบันทึกอย่างไม่เป็นทางการระบุว่ามีน้ำหนักถึง 403 ปอนด์ (ประมาณ 183 กิโลกรัม) พบในแม่น้ำนีโอโช ในรัฐแคนซัส เมื่อปี ค.ศ. 1937 ขณะที่ตัวที่มีบันทึกไว้อย่างเป็นทางการมีน้ำหนักถึง 236 ปอนด์ อยู่ที่สวนสัตว์บรู๊คฟิลด์ ในชิคาโก) 

     เต่าอัลลิเกเตอร์มีขากรรไกรที่ทรงพลัง มีจะงอยปากอันแหลมคม โดยเต่าขนาด 1 ฟุต มีแรงกัดถึง 1,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นแรงกัดมหาศาลเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก จระเข้น้ำเค็ม และ ไฮยีน่า แม้แต่สุนัขขนาดใหญ่ที่ดุร้าย เช่น พิทบูล ยังมีแรงกัดได้เพียง 400-500 ปอนด์เท่านั้น และเมื่อกัดแล้วกรามจะล็อกเพื่อไม่ให้ดิ้นหลุด จนผู้เชี่ยวชาญในการจับเต่าอัลลิเกเตอร์กล่าวว่า หากถูกเต่าอัลลิเกเตอร์กัดแล้ว วิธีเดียวที่จะเอาออกมาได้ คือ ต้องตัดหัวออกแล้วใช้ไม้เสียบเข้าไปในรูจมูกให้ทะลุถึงคอ เพื่อปลดล็อกกราม 

     เต่าอัลลิเกเตอร์ เป็นเต่าที่กระจายพันธุ์ในแหล่งน้ำจืดของหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา กินเนื้อเป็นอาหาร กินปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ เป็นอาหาร โดยวิธีการซุ่มนิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนไหวใต้น้ำ แล้วอ้าปากใช้ลิ้นที่ส่วนปลายแตกเป็น 2 แฉกที่ส่วนปลายสุดของกรามล่าง เพื่อตัวหลอกปลาให้เข้าใจว่าเป็นหนอน เมื่อปลาเข้าใกล้ได้จังหวะงับ ก็จะงับด้วยความรุนแรงและรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วเต่าอัลลิเกเตอร์ยังกินเต่าด้วยกัน รวมถึงเต่าอัลลิเกเตอร์ด้วยกันเองเป็นอาหารด้วยการขบกัดที่รุนแรง

 

#4 พวกมันส่งเสียงได้ แม้ไม่มีเส้นเสียง

เต่าสามารถทำให้เกิดเสียงได้ โดยการกลืน หรือบังคับให้อากาศออกจากปอด และบางสายพันธุ์ก็สามารถเปล่งเสียงที่มีลักษณะเฉพาะที่ไม่ซ้ำกันอีกด้วย 

Loading...

เต่าเท้าแดงของอเมริกาใต้สามารถเปล่งเสียงที่คล้ายเสียงไก่ได้  เต่ายักษ์ (Staurotypus salvinii) ซึ่งพบในอเมริกากลางสามารถทำเสียงเหมือนสุนัขเมื่อมันตกใจหรือถูกโจมตี เต่า Travancore  (Indotestudo forstenii) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถส่งเสียงครวญครางเหมือนเสียงมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อพวกมันกำลังหาคู่ 

 

#5 เต่าเลือกคู่โดยการดมกลิ่นบริเวณหาง

เนื่องจากทั้งอวัยวะเพศชายและอวัยวะเพศหญิงถูกซ่อนอยู่ภายใน บริเวณหางแถวๆ ทวารของมัน จึงต้องสูดกลิ่นฟีโรโมนเอา

 

#6 เต่าไม่มีหู แต่สามารถได้ยินเสียงต่ำๆ ได้

คุณอาจเคยได้ยินว่าเต่านั้นหูหนวก แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด จริงอยู่ที่ว่าเต่าไม่สามารถได้ยินเสียงที่อยู่ใกล้ๆ เช่นเดียวกับมนุษย์และสัตว์อื่นๆ ได้ แต่สามารถรับรู้เสียงบางประเภทได้ นักวิทยาศาสตร์ได้เคยใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงเพื่อศึกษาโครงสร้างหูของเต่าทะเล ได้พบว่าหูชั้นกลางของพวกมันมีเมมเบรนคล้ายเยื่อแก้วหูที่หนามาก ซึ่งจะจำกัดช่วงความถี่ที่พวกมันสามารถรับรู้ได้

 

#7 เต่ามีมานานใกล้กับยุคไดโนเสาร์

เต่าและไดโนเสาร์ได้ปรากฏตัวและพัฒนาขึ้นในเวลาเดียวกันในแง่ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ฟอสซิลเต่าที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จักกันดีคือ Odontochylys semitstacea มีอายุย้อนไปถึง 220 ล้านปี ซึ่งมีเปลือกบางส่วนปกคลุมท้อง แต่มันไม่ได้ขยายไปอย่างสมบูรณ์เพื่อป้องกันหลังของมันอย่างเช่นเต่าที่เราเห็นในปัจจุบัน

 

#8 เต่าหายใจโดยไม่ใช้กะบังลม

สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่หายใจลมหายใจเข้าและออกจากปอดของตัวเองโดยใช้กะบังลม ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยในการรั้งปอดลงเพื่อให้อากาศเข้าไปในปอดเวลาหายใจเข้าและดันปอดขึ้นเพื่อบีบไล่อากาศออกจากปอดเมื่อเวลาหายใจออก แต่เต่าใช้กล้ามเนื้ออื่น ๆ ที่เชื่อมต่อกับโพรงเยื่อหุ้มปอด (บริเวณรอบปอด) เพื่อช่วยในการหายใจ 

เต่าบางชนิดใช้การหายใจโดยลำคอโดยที่พวกมันเอาน้ำเข้าปากแล้วปล่อยออกจากรูจมูก ตลอดทางน้ำที่ผ่านออกซิเจนจะผ่านไปตามเนื้อเยื่อที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยภายในคอของพวกเขาทำให้สามารถป้อนออกซิเจนเข้าไปในกระแสเลือดได้โดยตรง น้ำที่ผ่านออกซิเจนจะผ่านไปตามเนื้อเยื่อที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยภายในคอของพวกมัน ทำให้สามารถป้อนออกซิเจนเพิ่มเข้าไปในกระแสเลือดได้โดยตรง

 

#9 พวกมันมีสีที่ชอบด้วยนะ

เต่าเป็นสัตว์ที่ใช้สายตามองเพื่อระบุอัตลักษณ์ของเต่าตัวอื่นๆ มองหาอาหาร และมองดูอันตรายรอบตัว แต่เมื่อนักวิจัยปิดตาบางส่วนของพวกเต่า ทำให้มันไม่สามารถหาทางกลับลงไปในน้ำได้ การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าเต่าไม่เพียงแต่สามารถรับรู้สีได้ แต่สีบางสีเช่นสีแดง สีส้ม และสีเหลือง ดูเหมือนจะอร่อยที่สุดสำหรับพวกมัน เมื่อพวกมันเห็นวัตถุหนึ่งในเฉดสีเหล่านี้ พวกมันจะแสดงพฤติกรรมตรวจสอบเพื่อดูว่ากินได้หรือไม่

 

#10 มีเต่าที่ดูเหมือน Skunk

     The African helmeted turtle เป็นเต่าที่แพร่หลายมากที่สุดในแอฟริกา พบได้ทั่วทุกแห่งทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า เป็นนักล่าที่กินเนื้อ มันโจมตีลูกเป็ดโดยการลากไปกินใต้น้ำ และชอบขโมยเหยื่อจากเบ็ดทำให้ชาวแอฟริกาไม่ชอบนิสัยของมันมากนัก ไม่เพียงเท่านั้นมันยังมีกลิ่นที่เหม็นมากอีกด้วย กลิ่นเหม็นดังกล่าวมาจากสี่ต่อมใต้ขาแต่ละอัน ซึ่งเต่าได้ปล่อยของเหลวที่มีกลิ่นเหม็นจนไล่ม้าและไล่คนได้

แม้จะมีกลิ่นเหม็นแต่บางครั้งชาวบ้านก็ขุดเต่าออกจากโคลนในช่วงฤดูฝนเพื่อกินเป็นอาหาร แต่มันก็ไม่ได้มีเนื้อมากมายพอที่จะยกให้เป็นเมนูแนะนำเท่าไหร่นัก

Credit : animalplanetwikipedia

Loading...