Loading...

5 เรื่องราวสุดลึกลับจากทั่วโลก และยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

บนโลกกว้างใหญ่ใบนี้ ยังมีเรื่องราวลึกลับที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่อีกมากมาย และนี่คือ 5 เรื่องลึกลับ ที่ยังคงเป็นปริศนา และยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้ถึงที่มาว่ามาจากสาเหตุอะไร เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าเรื่องลึกลับที่ยังเป็นปริศนานั้น มีอะไรบ้าง

 

1 หมู่บ้านการาจี จอมขี้เซาในประเทศคาซัคสถาน

มันเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมากเมื่อผู้คนในหมู่บ้านนี้จะพากันง่วงเหงาหาวนอนกันตอนกลางวันทุกวันอย่างไม่มีเหตุผล แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เหนื่อยกับการทำอะไรหนักๆ มาเลยก็ตาม พวกเขาก็มักจะนอนหลับตอนกลางวันเสมอ แถมยังหลับในระยะเวลาไล่เลี่ยกันซะด้วย

 

เช่นในเดือนกันยายน ปี 2014 เด็กนักเรียนหลายๆ คนที่เพิ่งจะไปเรียนวันแรก เกิดง่วงนอนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะหลับลงพร้อมๆ กัน ด้านผู้เชี่ยวชาญเองก็ยังไม่อาจอธิบายถึงเรื่องนี้ได้ ทุกอย่างยังเป็นปริศนาต่อไป

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า บางคนที่หลับงีบไปจะไม่สามารถจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาได้ รู้สึกวิงเวียนศีรษะ พร้อมทั้งอาการคลื่นไส้และอาเจียน หลังจากตื่นขึ้นมา อีกทั้งยังมีบางคนถึงกับเกิดอาการประสาทหลอนไปเลยด้วย

 

2 การเสียชีวิตของ เจนเน็ตต์ เดอพัลมา

โดยเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อปี 1972 เมื่อสุนัขตัวหนึ่งได้ไปพบชิ้นส่วนของมือคนบนยอดของหน้าผาแห่งหนึ่งในเมืองสปริงฟิลด์ รัฐนิวเจอร์ซี จากนั้นมันก็นำกลับมาให้เจ้าของที่บ้าน ซึ่งทำให้ถึงกับตกตะลึงในสิ่งที่พบเห็นทันที ก่อนจะรีบแจ้งตำรวจมาสืบหาเจ้าของมือนี้

 

ทั้งหมดนำมาซึ่งการพบศพ เจนเน็ตต์ เดอพัลมา เด็กสาววัยรุ่นที่หายไปนานถึง 1 เดือนเศษ พร้อมกับสิ่งของแปลกประหลาดวางอยู่รอบๆ ตัวเธอ ทำให้เชื่อว่านี่อาจเป็นการฆ่าเพื่อบูชายัญเทพปีศาจซาตาน บ้างก็เชื่อว่าเป็นฝีมือแม่มด

 

แต่สิ่งที่แปลกประหลาดกว่านั้น คือ ชาวบ้านในเมืองนี้ไม่มีใครปริปากพูดถึงการฆาตกรรมดังกล่าวเลย กระทั่ง 30 ปีต่อมา ผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ก็ต่างพากันปฏิเสธที่จะออกความเห็นใดๆ หรือพูดถึงเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีสื่อบางแห่งไปสัมภาษณ์ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมพูดถึง รวมถึงตำรวจท้องถิ่นก็เป็นไปกับเขาด้วยเช่นกัน

 

ข่าวการเสียชีวิตของเจนเน็ตต์เป็นข่าวใหญ่เพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนจะเงียบหายไปกับสายลมนับตั้งแต่นั้น ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ และก็ยังไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใคร

 

3 ฝ่ามือบนหน้าต่างที่ลบไม่ออก
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนายฟรานซิส ลิวี ที่มีอาชีพเป็นนักดับเพลิงในช่วงระหว่างปี 1920 ซึ่งเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จนมาถึงวันที่ 18 เมษายน ปี 1924 เพื่อนร่วมงานของนายลิวี รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อเขามีอาการเศร้าหมอง พูดเสียงเอื่อยๆ ค่อยๆ แบบที่ไม่เหมือนที่เคยเป็น แถมชอบไปล้างกระจกในสถานีดับเพลิงของเมืองชิคาโก้ โดยไม่พูดคุยกับใครเลย

 

หลังจากไม่นานเขาก็ได้พูดลอยๆ ออกมาในท่าทีที่แปลกๆ แบบพูดเป็นลางว่า เขาจะตายในวันนี้ ทันใดนั้น ก็มีสัญญาณเตือนแจ้งเหตุเพลิงไหม้ดังขึ้น ซึ่งมีกลุ่มหมอกควันไฟหนาแน่นบนอาคาร ซึ่งทางด้านของนายลิวีกับเพื่อน ก็ได้หนีไปยังชั้นดาดฟ้า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

Loading...

 

ทันใดนั้นเพลิงไหม้ก็ได้ลุกลามไปยังส่วนชั้นล่างของอาคาร จนทำให้หลังคาถล่มลงมา เป็นเหตุให้กำแพงพังถล่มร่วงมาทับคนที่อยู่ใต้ซากปรักหักพัง รวมไปถึงตัวนาย ลิวี ด้วย ส่งผลให้นักดับเพลิง ผู้เป็นที่รักของเพื่อนๆ เสียชีวิตทันที

 

หลังจากนั้นทางเพื่อนคู่หูของลิวี ก็ได้นั่งนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านมา ทันใดนั้นก็เห็นอะไรบางอย่าง ตรงหน้าต่างที่ลีวีเคยเช็ดเมื่อวันก่อน ปรากฏว่าพบรอยฝ่ามือติดอยู่กับกระจก แถมลบไม่ออกด้วย แม้ว่าจะทำความสะอาดด้วยน้ำยาเคมีหลายๆ อย่างแล้ว ทำให้ใครต่อใครต่างฉงนมาก อย่างไรก็ดี กระจกบานนี้ได้แตกลงแล้วเมื่อ 20 ปีต่อมา

 

4 การระลึกชาติของโดโรธี อิดี
เธอเป็นชาวอังกฤษที่เชื่อว่าตัวเองคือหญิงอียิปต์โบราณกลับชาติมาเกิด เมื่อโดไรธีเกิดมาได้ 3 ขวบ เธอได้ประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากบันไดภายในบ้านของเธอ ในกรุงลอนดอน ทำให้สลบแน่นิ่งกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ต่อมาแพทย์ได้ประกาศว่าเธอเสียชีวิตลงแล้ว แต่แล้วเรื่องราวไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งโดโรธีก็ฟื้นจากความตายขึ้นมา แต่ว่าเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

เพราะหลังจากการตกบันไดครั้งนั้น โดโรธีก็เฝ้าออดอ้อนกับครอบครัวว่า เธออยากกลับบ้านของเธอ และมีอยู่วันหนึ่งทางครอบครัวของโดโรธี ก็พาไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ “บริติช มิวเซียม” เมื่อเข้ามาในส่วนของอารยธรรมอียิปต์โบราณ โดโรธีก็เกิดอาการแน่นิ่งขึ้นมาทันทีทันใด ก่อนจะนั่งเฝ้าโลงแก้วที่บรรจุศพมัมมี่ แล้วก้มจูบเท้าของรูปปั้นอียิปต์โบราณ ครอบครัวจะพากลับบ้านก็ไม่ยอมกลับ

 

หลังจากวันนั้นทุกอย่างก็ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นไปอีก เมื่อโดโรธีกลายเป็นคนที่เก็บตัวและเอาแต่มองดูรูปภาพสถาปัตยกรรมอียิปต์โบราณทั้งวัน บอกว่านั่นคือบ้านของเธอและหวังที่จะกลับยังดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้ จนกระทั่งเธอไปเจอรูปวิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 ของเมืองอไบดอส ปฏิกิริยาของเธอก็กลับมาตื่นเต้นโดยฉับพลัน จากนั้นจึงรีบไปบอกพ่อของเธอว่า ที่นี่คือบ้านเดิมของเธอเอง

 

เมื่อโดโรธีเติบโตขึ้นเธอก็ย้ายไปอยู่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เธอเริ่มเขียนหนังสือยาวกว่า 70 หน้า เกี่ยวกับอียิปต์โบราณ และบอกว่าเธอคือนักบวชหญิงในยุคนั้นและมีลูกกับฟาโรห์เซติเมื่ออายุได้ 14 ปี แต่การที่นักบวชมีลูกเช่นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องผิดอย่างมาก เธอจึงฆ่าตัวตายเพื่อปกป้องฟาโรห์ไม่ให้ถูกลงโทษจากการสมสู่กับนักบวชเช่นเธอ

 

เรื่องราวของเธอดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและฟุ้งซ่าน แต่ใครเลยจะเชื่อว่า เธอทำให้นักโบราณคดีทึ่งมาแล้ว เพราะเธอรู้จุดต่างๆ ภายในดินแดนอียิปต์โบราณทั้งที่ไม่มีใครเคยค้นพบหรือรู้มาก่อนเลย และในที่สุดเธอก็เป็นคนสำคัญในการค้นหาประตูและอุโมงค์บางจุดภายในดินแดนแห่งนี้

 

5 หมู่บ้านคนแคระ ในเมืองหยางซี
หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งดูผิวเผินหมู่บ้านแห่งนี้ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ จำนวนประชากรในหมู่บ้านแห่งนี้ ร้อยละ 80 มีรูปร่างที่เตี้ยเล็ก เหมือนคนแคระทั้งหมด

 

ส่วนสาเหตุที่สันนิษฐานกัน คาดว่าน่าจะเกิดมาจากการระบาดของโรคลึกลับโรคหนึ่งเมื่อช่วง 60 ปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ไปหยุดการเจริญเติบโตของมนุษย์ ทั้งที่จะมีอัตราการเกิดคนแคระได้แค่ 1 ใน 20,000 คนเท่านั้นในโลกนี้ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ณ เวลานี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่

 

Credit : listverse | clipmass

Loading...