Loading...

“พระพุทธรูปแห่งบามียาน” พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในภูเขา!!

    ที่หน้าผาของภูเขาไกล้ๆกับเมืองบามียานในอัฟกานิสถาน มีช่องว่างขนาดใหญ่โดยมีพระพุธรูปขนาดใหญ่อยู่ภายในอยู่สองแห่งซึ่งสามารถมองเห็นได้จากบนถนนที่สัญจรไปมา

พระพุทธรูปสูง 175 ฟุตในเมือง Bamiyan ประเทศอัฟกานิสถานถูกทำลายในปีพ. ศ. 2544 Photo credit: Afghanistan Embassy

    ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สำคัญในอินเดียและเอเชียกลางซึ่งได้รับการเผยแผ่ในช่วงศตวรรษที่ 1 ตามเส้นทางสายใหม ที่บามียานมีวัดวาอารามและโบสถ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นอยู่ภายในภูเขาอยู่มากมาย

Photo credit: txmx 2/Flickr

    ในช่วงศตวรรษที่ 3 ถึง 6 ประติมากรรมพระพุทธรูปในภูเขานี้เป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงอย่างมากในภูมิภาคนี้และเป็นที่ดึงดูดผู้แสวงบุญอย่างมาก

Photo credit: DVIDSHUB/Flickr
Photo credit: carlos Ugarte/Flickr

ในปี พ.ศ. 2544 รูปปั้นอายุเกือบ 1,500 ปีถูกระเบิดโดยกลุ่มตาลีบาน

Photo credit: A Lezine/UNESCO

    หลังจากการรุกรานของอิสลามในศตวรรษที่ 9 สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวพุทธในอัฟกานิสถานทำให้ชาวมุสลิมเกิดความไม่พอใจ จักรพรรดิโมกุลในศตวรรษที่ 17 Aurangzeb และกษัตริย์เปอร์เซีย Nader Afshar ในศตวรรษที่ 18 ทั้งสองพยายาม พยายามทำลายรูปปั้นโดยใช้ปืนใหญ่ แต่ทำลายได้เพียงใบหน้า

Loading...

    จนในปี พ.ศ. 2544 ผู้นำขบวนการตาลิบานได้รับคำสั่งให้ทำลายรูปปั้นและศาลทั้งหมด ที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามออกไปจากพื้นที่ต่างๆของอิสลามเอมิเรต พระพุทธรูปในภูเขาจึงถูกระเบิดออก

Photo credit: Pierre Le Bigot/Flickr

    ในการสัมภาษณ์กลุ่มตาลิบานผู้นำมุลลาห์โอมาร์ได้พูดเหตุผลของการกระทำของเขาโดยกล่าวว่า : ” เขาไม่ได้ต้องการทำลายพระพุทธรูปในบามียาน ที่จริงแล้วมีชาวต่างชาติมากมายเข้ามาหาเขาและบอกกับเขาว่าต้องการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปที่ผุพังไปตามกาลเวลา เขาคิดว่าคนที่ใจกว้างเหล่านี้ไม่นึกถึงมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นพันๆ คนชาวอัฟกานิสถานที่กำลังจะตายเพราะความหิวโหย แต่พวกเขากังวลกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตเช่นพระพุทธรูป ซึ่งมันน่าเสียใจอย่างยิ่ง นี่คือเหตุผลที่เขาสั่งให้ทำลายพระพุทธรูปทิ้ง หากพวกเขามาเพื่องานด้านมนุษยธรรมผมก็จะไม่สั่งให้ทำลายพระพุทรูป “

Photo credit: Pierre Le Bigot/Flickr
Photo credit: Babak Fakhamzadeh/Flickr
Photo credit: Johannes Zielcke/Flickr
Photo credit: Alessandro Balsamo/Wikimedia
Photo credit: UNESCO/G. Gonzales Brigas

 

Loading...