Loading...

15 ปรากฏการณ์ลึกลับ!! ที่ยังหาคำตอบไม่ได้!!

1. Angel Hair

    “เส้นผมนางฟ้า” เป็นปรากฏการณ์ที่หายากและ ไม่สามารถอธิบายได้ มันมีลักษณะเป็นเส้นคล้ายเส้นไหมและตกลงมาจากท้องฟ้า แต่ถ้าเอื้อมมือไปสัมผัสละก็ มันจะอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

     แต่จะพบบ่อยในแถบอเมริกาเหนือ, นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, และยุโรปตะวันตก ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าเกิดจากอะไร หรือแม้กระทั่งมันทำมาจากอะไร

    เป็นที่คาดการณ์ว่ามันอาจจะมาจากแมงมุม หรือจากแมลงชักใยชนิดอื่นๆ หรือแม้กระทั่งยูเอฟโอ เนื่องจากมันมักจะเกี่ยวข้องกับการพบเห็นยูเอฟโอ เนื่องจากความบอบบางของมัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ เพราะว่ามันมักจะได้รับการปนเปื้อนจากไอเสียรถยนต์และการสัมผัสของมนุษย์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงผลทางเคมีได้ 

2. Bélmez Faces

   เป็นปรากฏการณ์ประหลาด โดยมีปรากฏใบหน้าของคนที่ปรากฏอย่างชัดเจนในบ้าน Bélmez de la Moraleda บ้านส่วนตัวแห่งหนึ่งที่ตั้งในถนนหมาย เลข 5  , เจยัน, ในประเทศสเปน โดยเริ่มต้นใน 23 สิงหาคม ปี 1971
    เมื่อ María Gómez Cámara อ้าง ว่ามีการพบหน้ามนุษย์ประหลาดเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในชั้นครัวของเธอที่ผนังซีเมนต์ สามีและลูกของเธอจึงทำลายใบหน้านั้นด้วยขวานและฉาบปูนซีเมนต์ใหม่ แต่ปรากฏว่าใบหน้าใหม่ก็เกิดขึ้นอีก โดยส่วนใหญ่มักปรากฏบนคอนกรีตของบ้านอย่างต่อเนื่องและบางครั้งก็หายไป
    เมื่อเวลาผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งใบหน้าเหล่านี้จะปรากฏตัวเป็นระยะไม่สม่ำเสมอ หน้าแต่ละหน้าจะไม่เหมือนกัน รูปร่างแตกต่างกัน มีทั้งชายและหญิง และการแสดงออกต่างกันออกไป
    ปัจจุบันบ้านหลังนี้กลายเป็นสถาน ที่ท่องเที่ยว ที่ยอดนิยมในการถ่ายรูปและหลายสื่อไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น, ประชาชน, นักท่องเที่ยวที่ต่างเข้ามาแวะเวียนกันเพื่อดูปรากฏการณ์ที่ว่านี้ หลายคนเชื่อว่าใบหน้าเหล่านี้ไม่ใช้ฝีมือของมนุษย์ และเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ Thoughtographic (ความสามารถในการใช้พลังจิตฉายภาพลงบนกระดาษหรือรูปถ่าย) ที่เกิดจากพลังจิตของเจ้าของบ้านโดยไม่รู้ตัว
    แต่นักวิทยาศาสตร์ยังกังขาปรากฏการณ์นี้ อาจเป็นการปรากฏการณ์ลึกลับหลอกๆ ซึ่งพวกเขาสันนิษฐานว่าเกิดจากการล้างปูนซีเมนต์ และมีวิเคราะห์มวล, โมเลกุล ตัวอย่างซีเมนต์ในบ้านหลังนั้นและพบว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง แต่กระนั้นในเวลาต่อมาหลายคนไม่เชื่อ และนักวิทยาศาสตร์บางคนโดนฟ้องอีกต่างหาก ทำให้การไขปริศนาปรากฏการณ์นี้กลายเป็นเรื่องต้องห้าม เนื่องจากมันได้สร้างรายได้ และกำไรเป็นกอบเป็นกำในเมืองแห่งนี้ 

3. Simulacrum in Eagle Nebula (Simulacrum)

    ปรากฏการณ์ดัง กล่าวถูกเรียกว่า “เทวทูตแห่งอากาศ”  คือปรากฏการณ์ที่มนุษย์มองเห็น ภาพบุคคล สัญลักษณ์ทางศาสนาจากเมฆ หรือ แล้วแต่จะจินตนาการตีความ 

    ส่วนภาพด้านบนเป็นภาพที่ถูกถ่ายเมื่อปี 1995 กล้อง ฮับเบิลจับภาพ Eagle Nebula (Nebula คือกลุ่มเมฆ หมอกของฝุ่น แก๊ส และพลาสมาในอวกาศที่เป็นต้นกำเนิดของดวงดาว) และแพร่ภาพออกอากาศทางสถานี CNNประชาชนจำนวนมากที่เห็นภาพดังกล่าวต่างโทรศัพท์มาบอกทางสถานีว่า
  พวกเขาเห็นภาพของมนุษย์ เทพเจ้า พระเยซูฯลฯ และนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้

4. The taos hum

     “เสียงฮัมลึกลับ” เป็นเสียงต่ำแปลกๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา(ในปี ค.ศ.1977), อังกฤษ และยุโรปเหนือที่มักได้ยินเสียงฮัมต่ำๆ คล้ายๆ เครื่องยนต์ดีเซลแปลกๆ (เช่นเครื่องใช้ในครัวเรือน, เสียงจราจรเป็นต้น)
     โดยเจ้าเสียงที่ว่า นี้ดังติดต่อกันตลอดเวลาแต่บางทีก็เว้นจังหวะเป็นระยะแบบสม่ำเสมอกันและ เสียงนี้จะเข้มข้นตอนกลางคืน ทำให้ผู้ได้ยินเป็นประสาทตามๆ กัน โดยเสียงที่ว่านี้จะต้องตั้งใจฟังในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเท่านั้น เช่นทะเลทรายในนิวเม็กซิโก, เกาะฮาวาย โดยไม่มีใครรู้ว่าต้นเสียงมาจากไหน

5. Disappearing Lake

    ใน เดือนพฤษภาคม 2007 ทะเลสาบ ภูเขาน้ำแข็ง เขต “มากายาเนส” ในปาตาโกเนีย ทางใต้ตอนใต้ของเทือกเขาแอนดีส ประเทศชิลี เกิดอันตรธานหายไปอย่างลึกลับ  อย่างน่าพิศวงทั้งๆ ที่ ขนาดทะเลสาปมีถึง 5 เอเคอร์  หรือในราวๆ สนามฟุตบอล 10 สนาม

    โดยเจ้าหน้าที่อุทยานอธิบายว่าพวกเขาเห็นทะเลสาปยังเป็นปกติอยู่ในช่วงสอง เดือนที่ผ่านมา และจู่ๆ มันก็หายไปพริบตา กลายเป็นแอ่งขรุขระขนาดใหญ่ น้ำเหือดแห้งไปหมด มีเพียงก้อนน้ำแข็งจำนวนมากนอนก้นอยู่ จากเดิมที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ปริศนานี้ทำให้นักธรณีวิทยางงงวยและอยากทราบคำตอบมากว่าเกิดอะไรขึ้น 

    ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ตั้งทฤษฎีหลายทฤษฏีว่าแผ่น ดินแยกตัว และกลืนน้ำในทะเลสาบลงไป แต่กระนั้นจากการตรวจสอบไม่มีรายงานว่ามีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในพื้นที่นี้แต่อย่างใด 

6. Dancing Mania

    “โรคชอบเต้น” เป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในแผ่นดินยุโรประหว่างศตวรรษที่ 14 และ 18 โดยจะเกิดขึ้นกับกลุ่มคนชายและหญิงที่จู่ๆ เต้นท่าพิลึกโดยไม่ทราบสาเหตุ และจะเต้นรำผ่านถนนหรือในเมืองใหญ่ๆ นอกจากนี้ยังมีฟองที่ปาก และจะหยุดไปเองหากร่างกายอ่อนล้าเพลียและรับไม่ไหว

    การระบาดของโรคชอบเต้นนี้ เกิดครั้งแรกในอาเค่น(เป็นเมืองที่อยู่ด้านตะวันตกสุด ของประเทศเยอรมนี ติดกับพรมแดนประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม), เยอรมัน เมื่อ 24 มิถุนายน 1374 ประชาชนที่เดินถนนจู่ๆ ก็แผดร้อง, จิตหลอน และเต้นรำทั้งยังดิ้นและบิดตัว จนกระทั้งหมดแรงแม้กระทั้งจะยืน และแล้วโรคชอบเต้นก็กระจายไปอย่างรวดเร็วไปทั้วยุโรป ทั้งเนเธอร์แลนด์, โคโลญ, เมต้า และตามเส้นทางแสวงบุญ 

    ทำให้มีข้อสันนิษฐานว่าโรคนี้เป็นโรคประสาทประเภทโรคอุปทานหมู่มากกว่า และมีการเชื่อมโยงไปความบ้าคลั่งศาสนาของคนยุโรป นอกจากนี้ยังสันนิษฐานอาจจะเกิดจากการกินข้าวไรที่มีเชื้อคลาวิเซพส์ เพอร์พูเรีย(Claviceps purpurea)  ซึ่งเป็นเชื้อราขนาดเล็กที่มีพิษ ซึ่งเป็นยาหลอนประสาทชนิดรุนแรง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้?

7. Raining Blobs

    ชาวเมือง Oakville กรุง วอชิงตัน ต้องประหลาดใจ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1994 เกิดฝนตกห่าใหญ่ แต่แทนที่จะเป็นฝนธรรมดา ชาวเมืองกลับเห็นลักษณะหยดน้ำฝนแตกต่างกันออกไปทุกครั้ง มันมีลักษณะเหมือนวุ้นเหมือนกาวนับไม่ถ้วนกำลังตกลงมาจากฟากฟ้า
    หลังจากนั้นเกือบทุกคนในเมืองมีอาการป่วยเหมือนไข้หวัดขึ้นมาอย่างไม่ทราบ สาเหตุและเป็นนานถึง 7 วัน ถึง 3 เดือน หลังจากสัมผัสและกินฝนวุ้นกาวนี้เข้าไป จึงมีการเอาตัวอย่างหยดน้ำฝนเพื่อตรวจสอบ ก็พบเรื่องตะลึงเพราะในหยดน้ำฝนมีเซลล์เม็ดเลือดขาวของมนุษย์ กรมอนามัยของวอชิงตันวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าสาเหตุที่ฝนตกมาเป็นกาววุ้นนั้น มีแบคทีเรียอย่างหนึ่งที่พบในระบบย่อยอาหารของมนุษย์ด้วย แต่จนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายการเกิดฝนลักษณะนี้ได้เลยว่ามันเกิด จากอะไรกันแน่?

8. The Monkey Man of Delhi

    ในเดือนพฤษภาคม ปี 2001 มีรายงานประหลาดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงอินเดียที่เมืองเดลี จู่ๆ ก็มีลิงที่รูปร่างประหลาดจู่โจมคนในกลางดึก ลิงรูปร่างประหลาดนี้มีลักษณะ รูปลักษณะที่แตกต่างกันออกไป แทบไม่เหมือนกันเลยสักคน บ้างมาเป็นฝูงมีทั้งของแท้ของเทียม บางคนเห็นมันแต่งชุดขาวๆ พันผ้าพันแผลเหมือนมัมมี่ อีกคนบอกว่ามันแต่งชุดดำ คนโน้นบอกว่ามันทาลำตัวด้วยสีน้ำเงิน คนโน้นก็บอกว่ามีขนรุงรังสีน้ำตาล ส่วนศีรษะนั้น บางคนบอกว่าเหมือนลิง บางก็ว่าสวมเกราะอีกที่หนึ่ง คนหนึ่งบอกว่ามันมีดวงไฟสีฟ้ากับสีแดงวูบๆ วาบๆ และดวงตามีสีแดงบ้าง สีเขียวบ้าง

    แต่ที่ตรงกันทุกรายคือมันมีกรงเล็บเป็นโลหะสีแวววาว บางรายสรุปน่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือหุ่นยนต์บังคับ ส่วนความสูงมันก็ก็มีหลายแบบ มีตั้งแต่ 137 ซ.ม. ไปจนถึง 183 ซ.ม. (สงสัยจะเป็นพ่อลูกมั้ง) ทั้งยังกระโดดสูงได้ เหาะได้ หายตัวได้ด้วย และพวกมันหยุดอาละวาดลงเมื่อมีเหตุฆ่ากันตายและมันก็ไม่กลับมาอีกเลย

    มีผู้รู้หลายคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับลิงดาลีนี้ว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์ ภาพลวงตาหมู่ (MASS DELUSION) บ้างก็ว่าเป็นคนบ้าที่ หาทางออกจากความเก็บกดด้วยการแสดงอำนาจเหนือผู้อื่นส่วนนายแพทย์คนหนึ่งก็ พยายามอธิบายว่า
อาจเกิดขึ้นเพราะความตื่นตระหนกตื่นตูมโดยไม่พิจารณาให้ถ่อง แท้ก่อนและอาจเป็นต้นเหตุข่าวลือผิดๆ ถูกๆ นี้ได้
    เช่นถ้าเราโยนถุงมือลงหน้าต่างแล้วร้องออกมาว่ามือลิงๆ ผลคือชาวบ้านตกใจกันโดยทั่วนอกจากนี้ยังมีอีกกระแสว่ามนุษย์ลิงเป็นเรื่องกุขึ้นโดยฝีมือสปายฝ่ายปากีสถานที่ต้องการทำลายความมั่งคงและความน่าเชื่อถือ ของรัฐบาลอินเดียหรือบางข่าวบอกว่าเป็นฝีมือของแก๊งกวนเมืองที่ลองฝีมือของ ตำรวจเดลีหรือไม่ก็เป็นสายลับปากีสถานที่พยายามก่อกวนอินเดีย ฯลฯ จนบัดนี้ก็ไม่ได้คำตอบแต่อย่างใดเลย?

9. Globster

    กล็อบ สเตอร์ (Globster) เป็นมวลอินทรีย์ลึกลับที่มี่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมักจะตั้งชื่อมันว่า “กล็อบสเตอร์” (Globster) เอาไว้ก่อน  มันมักปรากฏตัวออกมาโดยการเกยตื้นตามชายทะเลหรือมหาสมุทร โดยลักษณะของมันจะเป็นก้อนๆ ไม่มีตา, ไม่มีหัว และโครงสร้างของกระดูกไม่ชัดเจน(แต่บางคนบอกว่ามีตา,มีหัวและโครงหมด) จุดเด่นมีขน” และ “มีเส้นใย” หนังเหนียวมากจนเฉือนแทบไม่เข้า และเมื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจสอบพบว่ามันประกอบด้วยคอลาเจนเป็นส่วนใหญ่ 

    ซึ่งแต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่โตมากๆ น้ำหนักเป็นตัน และส่งกลิ่นเหม็นเน่า บางชิ้นพบว่ามีรอยการกัดกินของปลาฉลามขนาดใหญ่ หรือรอยฉีดขาดจากการต่อสู้กับปลาหมึกยักษ์ จากการวิเคราะห์เนื้อเยื่อนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ว่า มันเป็นสัตว์อะไร  มีคนให้สันนิษฐานว่าเปลวปลาหมึกยักษ์นั้นอาจเป็นปลาหมึกยักษ์ และมันเปลวของวาฬนั้น ปรากฏว่ามันไม่ใช้ปลาหมึก และกระนั้นเคยมีคนทดลองมันโดยเปรียบเทียบเนื้อเยื่อของปลาหมึกและเนื้อเยื่อของเปลววาฬ พบว่าการเรียงตัวของคอลลาเจนนั้น ต่างกันโดยสิ้นเชิงสำหรับกรณีกล็อบสเตอร์ที่ดังๆ ก็เช่น St. Augustine Monster (1896), Dunk Island Carcass (1948), Melbourne-Hobart Carcass (1958), Tasmanian Globster (1960), New Zealand Globster (1968), Tasmanian Globster 2 (1970) เป็นต้น 

10. Bridgewater Triangle

   หากสามเหลี่ยมเบอร์บิวด้าเป็น พิศวงแห่งท้องทะเลละก็  สามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ก็ ถือว่าเป็นพิศวงทางพื้นดินเหมือนกัน สามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์นั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ที่พิศวงแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่ประมาณ 200 ตารางไมล์ (520 กิโลเมตร) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ รัฐแมสซาชูเซตส์
   เป็นสามเหลี่ยมที่ลากเมือง Abington, Rehoboth และ Freetown มาบรรจบกันจนเป็น รูปสามเหลี่ยม และภายในสามเหลี่ยมนี้ มีเหตุการณ์และปรากฏการณ์ลึกลับมากมายไม่ว่าจะเป็นการพบจานบิน, Black Helicopter(เฮลิคอปเตอร์ สีดำลึกลับ), ลูกไฟ, บิ๊กฟุต, งูยักษ์, เงาประหลาด, การชำแหละวัวในท้องทุ่ง” (Cattle Mutilation Phenomena) ฯลฯ

   สถานที่สำคัญที่มักเกิดเหตุการณ์ประหลาดในสามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ มีหลายจุด ที่สำคัญก็เช่น Hockomock Swamp เป็นบึงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ถูกเรียกว่า “บึงของปีศาจ” โดยสมัยก่อนนั้นเป็นที่ฝังศพของอินเดียแดง และอินเดียแดงได้สาปแช่งเอาไว้ หลังจากโดนคนขาวเข้ายึดครอง จนกลายสถานที่คนไม่กล้า เข้ามา เพราะมีเสียงเล่าลือว่าผีดุและมีบิ๊กฟุตปรากฏตัวอยู่ 

Loading...

    อีกสถานที่สำคัญอีกที่ก็ Dighton Rock เป็นหินจารึกอักษรประหลาดที่พบในเขตรอบๆ สามเหลี่ยม และสถานที่ที่พบเหตุการณ์แปลกประหลาดเยอะที่สุดคือ  Freetown-Fall River State Forest เป็นป่าที่หลายคนอ้างว่าพบเหตุการณ์ประหลาดมากอันเนื่องสาเหตุมาจากคำสาปแช่งของเผ่าพื้นเมืองเมื่อ 350 ปีก่อน มีการพบสัตว์ร้ายประหลาด และ การชำแหละวัวในท้องทุ่งในท้องที่นี้

    และนี่คือรายงานส่วนหนึ่งของการเกิดสิ่งเหนือธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้
–  มีการพบยูเอฟโอครั้งแรกในพื้นที่แห่งนี้เมื่อปี 1760 ในลักษณะทรงกลมเหมือนลูกไฟหลังจากนั้นก็มีการพบยูเอฟโอต่อเนื่องแม้เวลาจะ ผ่านไปนานถึง 300 ปีแล้วก็ตา
–  มีการพบบิ๊กฟุตหรือครึ่งคนครึ่งลิงหลายครั้งต้องจุดบึงของปีศาจ หลายครั้ง
–  มีรายงานการพบนกยักษ์หรือไดโนเสาร์บินได้อย่างเทโรแดกทิลที่มีความยาวประมาณ 8-12 ฟุตในจุดบึ่งปีศาจ
–  มีการพบงูยักษ์ เต่ายักษ์ในหลายๆ จุด
–  ในปี 1976 มีการพบสุนัขปีศาจขนาดใหญ่ ดวงตาสีแดงและมันฆ่าม้าเล็ก มีพยานบอกว่าพวกเขาพยายามยิงมันด้วยปืนแต่มันไม่เป็นผล
–  มีปรากฏการณ์ประหลาดจำพวกไฟลึกลับบ่อยครั้งในพื้นที่ลุ่มหรือหนอง
–  นักโบราณคดีขุดพบสุสานลึกลับใน Hockomockบูชายันต์สัตว์และอาจรวมถึงมนุษย์ด้วย ในปี 1980 มีรายงานว่าหลายพื้นที่มีสัตว์ถูกฆ่าด้วยฝีมือมนุษย์จำนวนมาก และไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของใคร
–  มีรายงานการพบและได้ยินเสียง Black Helicopter ยานพาหนะ ลึกลับ อาวุธยุทธโธปกรณ์หรือเครื่องบินที่มีความลึกลับและไม่ปรากฏที่มา บริษัทผู้สร้างหรือแม้กระทั่งจุดมุ่งหมายและเป้าหมายในการสร้างขึ้นมาด้วย จุดประสงค์อะไร ครั้งแรก ใน Rehoboth เมื่อ 25 มิถุนายน 2002 จนถึงปัจจุบันยังพบเนื่องๆ
-และมีการพบผีที่เป็นดวงวิญญาณตาม สุสาน และผีในรูปร่างคนที่โบกรถและหายไปเมื่อได้ขึ้นรถที่จอดรับ 

11. Lost Dutchman’s Gold Mine

    ลายแทงเหมืองทองดัทช์แมน (Dutchman Goldmine : Apache Junction, Arizona) ว่ากันว่านี้คือขุมทรัพย์ที่อันตรายที่สุดในโลก ซึ่งว่ากันมีทองจำนวนมหาศาลถูกซ่อนใน เทือกเขาซูเปอร์สติชั่นอันร้อนระอุแห่งอริโซน่าที่มีชื่อเสียงเรื่องแร่ทองอุดมสมบูรณ์ ที่แฝงไปด้วยความอันตราย แต่ปัจจุบันการเป็นพื้นที่ต้องห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า 

     ซึ่งการตั้งชื่อว่าดัทซ์แมนก็เนื่องมากจากนักอพยพชาวเยอรมัน Jacob Waltz (ชาวดัทซ์เป็นคำสแลงของอเมริกันที่กล่าวถึงผู้อพยพ) ในตำนานเล่าว่าเหมืองทองคำมูลค่าถึง 200 ล้านเหรียญ เชื้อเชิญนักขุดทองเข้าไปใกล้ๆ ตำนานรหัสลับของเหมืองทองที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย 

   นักล่าสมบัติ รอน เฟลด์แมน และเดวิด ฮินช์คลิฟ ทำการสำรวจเทือกเขาอันตราย ถึงแม้การตามล่าลายแทงสมบัติของพวกเขาในครั้งนี้สูญเปล่า แต่ทฤษฎี และข้อสันนิษฐานที่ได้ของทั้งคู่จะเป็นแนวทางที่ดีของ การเริ่มต้นค้นหาใหม่ในครั้งต่อไป

12. Chase Vault

    ในศตวรรษที่ 18 ตระกูล Walronds พวกเขาเป็นตระกูลที่ร่ำรวย และได้สร้างสุสานของตระกูลเอาไว้เป็นสุสานขนาดใหญ่ที่แน่นหนา ปิดผลึกด้วยประตูหินอ่อนขนาดใหญ่ ซึ่งที่นั้นได้บรรจุศพครอบครัวของตระกูลนี้ไว้ มีสมาชิกครอบครัวหนึ่ง มีนาง Thomasina Goddard ในปี 1807 และต่อจากนั้นตระกูลเชสก็ซื้อต่อและฝังศพลูกสาวสองคนในปี 1808 และ 1812 และปิดผนึกด้วยประตูหินอ่อนอีกครั้งนานหลายปี ซึ่งในเวลานั้นไม่มีใครเข้าสุสานสักคน 

   แต่แล้วเรื่องพิศวงก็เกิด ขึ้นหลังจากนั้นเมื่อ อัลเฟร็ด รัสเซล วอลเลซ(Alfred Russel Wallace) บรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บัลทิคในปี 1844  ว่าเกิดความไม่สงบและประหลาดในสุสานอาเรนสบวร์กที่เกาะเบาร์บาดอส ฝั่งตะวันออกของทะเลแคริบเบียนของตระกูลเซล จู่ๆ โลงศพถูกย้ายล้มคว่ำในห้องใต้ดินที่ถูกล็อกปิดตายในโบสถ์คริสต์
   เรื่องแปลกก็คือ ทุกครั้งที่เปิดห้องเก็บศพออกมา เพื่อนำศพของคนตระกูลเชสไปเก็บต้องพบว่าศพถูกสลับที่สลับทาง และล้มพลิกคว่ำอย่างง่ายดายทั้งๆ ที่และศพนั้นหนักอึ้งขนาดต้องใช้ผู้ชายแข็งแรงแปดคนจึงจะย้ายไปได้ นอกจากนี้ห้องยังล็อกแน่นหนา บางครั้งมีคนได้ยิน เสียงครางดังออกมาจากห้องตอนค่ำคืน และเหล่าม้าและ สัตว์เลี้ยงต่างหวาดกลัวที่จะเข้าไปใกล้สถานที่เก็บศพนั้นหลุมศพถูกย้ายที่หมด ยกเว้นหลุมศพของนาง Goddard ที่ยังคงตั้งอยู่ อย่างสงบในมุมห้องเท่านั้น
   มีหลายทฤษฎี เหมือนกันถูกนำมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเช่น น้ำท่วม (โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่ง และเคยถูก พายุทำลายเสียหายหลายครั้ง) บ้างอธิบายว่าเป็นเพราะ สนามแม่เหล็ก โจรเข้ามาลักทรัพย์ ผีดิบ และแผ่นดินไหว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไขไม่ออกในปัจจุบัน

13. Red Rain in Kerala 

     ในปี ค.ศ.1890 ที่เมืองแมสซิก นาดี แคว้นคาลาเบรีย อิตาลี เกิดฝนตกลงมีแดง เมื่อนำไปพิสูจน์ดูพบว่ามันเป็นเลือดของนกซึ่งตอนนั้นมีการสันนิษฐานว่านก ที่กำลังบินอพยพเกิดไปเจอลมแปรปรวนจนร่างนกเหล่านั้นฉีดขาดและเลือดปลิวกระจายเหมือนฝน
     แต่ปัญหาที่ตามมาคือทำหากเป็นเช่นนั้นจริง แต่ทำไมถึงไม่มีเนื้อหนังหรือกระดูกหล่นมาให้เห็นด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถึงบันทึกในวารสารวิทยาศาสตร์ Popular Science News ฉบับ 35 (ไม่ทราบปีพิมพ์)

    วันที่ 1 กันยายน 1969 ที่ฟาร์มของเจ.ฮันดันสัน ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่แคลิฟอร์เนีย เกิดเหตุการณ์คล้ายกัน เพียงแต่คราวนี้มีเศษเนื้อปลิวลงมาด้วยนานถึงสามนาที ซึ่งสันนิษฐานว่าจะเป้นเนื้อของเหยื่อที่ล่ามาได้แล้วบินผ่านไป
     17 สิงหาคม 1841 ที่ไร่ยาสูบในเมืองเลบานอน รัฐเทนเนสซี เวลาเที่ยงวัน จู่ๆ มีเมฆประหลาดลอยผ่านบริเวณนั้น แล้วมีฝนตกลงมาพร้อมเศษเนื้อและไขมันยาว ประมาณ 1.58 นิ้ว กลิ่นแรงมาก  บทความถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Ameican Journal of Science ฉบับ ที่ 44

    แต่เหตุการณ์นี้ น่าพิศวงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2001 ที่อินเดีย เมืองเกราลา ในช่วงเดือนกรกฎาตคมถึงกันยายน ที่เดียวกับมหาลัยมหาตมะ คานธี โดยฝนมีลักษณะคล้ายกับเลือด, สีเหลืองเขียว และสีดำ ซึ่งฝนนเหล่านี้ตกเหมือนฝนทั่วๆ ไป
และที่มีฟ้าผ่าตามมา จากการตรวจสอบพบว่าฝนแดงเหล่านี้มีเซลล์บางอย่างที่เหมือนกับเป็นเซลล์สิ่ง มีชีวิต 
     หากเรื่องพิศวงคือเมื่อทำการตรวจสอบโดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คทรอนที่มีกำลัง ขยายหลายหมื่นเท่าพบว่าโครงสร้างเซลล์นั้น ประกอบด้วยคาร์บอนและออกซิเจน แต่ไม่ปรากฏ DNA แต่อย่างใด จนทำให้หลายฝ่ายคิดงว่าเซลล์เหล่านี้ไม่ใช้เซลล์ที่อยู่บนโลกหรือว่านี้คือสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่จากนอกโลกที่มาพร้อมกับดาวหางหรือเข้ามา บนโลกพร้อมเศษอุกาบาตก็เป็นไปได้….

14. The Man in the Iron Mask

    เริ่มขึ้นเมื่อปี 1669 ที่เมืองท่าดันเคิร์ก ทางตอนเหนือฝรั่งเศส เมื่อมีข้ารับใช้กษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ได้จับกุมชายนิรนามคนหนึ่งแล้วถูกนำตัวส่งเข้าคุกลับแห่งปิกเนรอล นครตูลิน ประเทศอิตาลี (สมัยก่อนเมืองนี้เคยเป็นของฝรั่งเศส) ซึ่งมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ชายนิรนามนี้มีเอกลักษณ์ซึ่งผู้พบเห็นเขาไม่มีวันลืมเลยคือใบหน้าเขาถูกคลุมด้วยหน้ากาก
    เมอซิเออร์ แซงต์ มาร์ ผู้คุมสูงสุดแห่งคุกแห่งนี้ได้รับข้อความทำนองที่ว่า “นักโทษผู้นี้จะไม่ได้รับ อนุญาตให้บอกเรื่องราวใดๆ ของตัวเองแก่ผู้อื่นเด็ดขาด เจ้าจะต้องไปหาเขาวันละหนึ่งครั้งเพื่อจัดการเรื่องอาหารและเรื่องสัพเหระใน ชีวิตประจำวันแก่เขา และจงอย่ารับฟังคำใดๆ ที่นักโทษผู้นี้พยายามบอกหากนักโทษยังไม่เลิกราที่จะเล่าเรื่องไร้สาระ เกี่ยวกับตัวเขาละก็ จงมอบความตายแก่เขาเสีย”
    ขณะที่นักโทษนิรนามถูกจองจำอยู่นั้น จะต้องมีทหารองครักษ์สองคนคอยเฝ้าอยู่ไม่ให้ห่างตา และขู่ว่าจะสังหารเขาทันทีที่เขาถอดหน้ากากออก แต่กระนั้นเขาก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเป็นพิเศษ เวลานักโทษคนนี้ถูกย้ายไปอยู่คุกที่อื่นเขาต้องอยู่ที่ปิดมิดชิดกันการสอดรู้สอดเห็นของผู้คนตลอดทาง
    นักโทษนิรนามนี้ตายในคุกเมื่อ ปี 1703 ในคุกบาสตีล หลังถูกจองจำมาอย่างยาวนานถึง 34 ปี ศพของเขาถูกฝังภายใต้ชื่อ Eustache Dauger ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นภายหลังเท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นๆ ถูกทำลายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นห้องคุมขังถูกทาสีใหม่เพื่อป้องกันร่องรอยบางอย่างที่อาจหลงเหลืออยู่ โต๊ะเก้าอี้ภาชนะทุกชิ้นถูกเผาทิ้งไปเกือบหมดสิ้น
     ทำไมทางการถึงอยากลบตัวตนของเขานัก แม้มาบัดนี้เขาสิ้นชีวิตลงแล้ว แต่ปริศนาที่ว่าชายคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงสำคัญหนักหนายังคงอยู่ พร้อมข้อสันนิษฐานต่างๆ นาๆ ว่าอเขาน่าจะเป็นผู้สูงศักดิ์ และต้องมีความสำคัญเกินกว่าที่จะปลิดชีวิตทิ้ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ทีจะปล่อยเขาเป็นอิสระ บางก็ว่าเขาจะเป็นพี่น้องฝาแฝดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่จ้องจองจำน้องไว้ภายใต้หน้ากากก็เพราะเพื่อให้บัลลังก์ผู้พี่ เกิด ความมั่งคงนั้นเอง
     หรือจะเป็นข้อสันนิษฐานของ ลอร์ด ควิกส์วูด เชื่อว่าชายสวมหน้ากากเหล็กก็คือบิดาแท้ๆ ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยแนวคิดนี้มีผู้เชื่อ ถือกันไม่น้อย โดยให้เหตุผลคือเพื่อความมั่งคงของชาติ แต่ห้ามประหารเพราะสมัยนั้นข้อบังคับของศาสนายังเป็นเรื่องเคร่งครัด การสังหารบิดาแท้ๆ เป็นความผิดใหญ่หลวง และพระเจ้าหลุยส์เองก็ไม่กล้าสังหารบิดาตัวเอง
    จึงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดภายใต้ชายหน้ากากเหล็กตลอดกาล แต่หลังจากที่เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี 1789 ได้ราวสองปี ข่าวลือเกี่ยวกับชายหน้ากากเหล็กจึงกล่าวถึงอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วชายคน นี้คือพระเจ้าหลุยส์ 14 นั้นเอง เอาเข้าไป
     เพราะผลสรุปออกมาแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ตัวนโปเลียนที่ก้าวมามีอำนาจหลังการปฏิวัติโค่นล้มกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 มากกว่า

15. Noah’s Ark

    อา รารัต(Ararat)เป็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดกาล พรมแดนของประเทศตรุกี ในสมัยกลางดินแดนแถบนี้เล่าลือกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมังกร และสัตว์ร้ายนาๆ พันธุ์ จึงทำให้นักไต่เขาและนักผจญภัยพากันหวั่นหวาดไม่อยากขึ้นมาบนเขาลูกนี้ นอกจากเรื่องเล่าลือแล้ว อันตรายอันเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆเช่น หิมะถล่ม หมอกมืดอันปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปี และภูมิอากาศที่มักเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน นอกจากนี้รัฐบาลตุรกีไม่อนุญาตการขึ้นไปสำรวจภูเขาเพราะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

     เนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า เมื่อน้ำท่วมโลกได้ลดลง ภูเขาอารารัตนั้นคือภูเขาลูกแรกที่ยอดโผล่พ้นผิวน้ำ และเป็นที่ๆ เรืออาร์คของโนอาห์ได้ลงจอด
     เรือโนอาห์ (Noah’s Ark) ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก พระองค์ทรงเห็นว่าโนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยนั้น และดำเนินกับพระเจ้า   เหตุการณ์ ของเรือโนอาห์ ยังมีกล่าวถึงในในพระธรรมปฐมกาล พระคัมภีร์อัลกุรอาน ในศาสนาอิสลาม พระคัมภีร์ในศาสนายูดาย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องเล่าปรำปรานานาชาติ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกนี้ แตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ

     สิ่งที่เป็นปริศนาในเวลาต่อมาคือ เรือโนอาห์นั้นมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริงมันยังมีซากหลงเหลืออยู่หรือเปล่า? ถ้าอยู่มันจะอยู่แห่งหนไหน? แน่นอนสถานที่ที่คาดว่าจะได้พบเจอเรือลำนี้คือ อารารัตนั้นเอง มีรายงานกว่าศตวรรษจากผู้เคยพบเห็นเรือ ค้นพบชิ้นไม้ ถ่ายรูปได้จากที่สูงมากมาย เป็นที่เชื่อกันว่า อย่างน้อย ชิ้นส่วนที่ใหญ่ๆ ของเรือ น่าจะยังมีอยู่ อาจไม่ได้อยู่ เทือกเขาสูงสุด

     แต่ที่ไหนซักแห่ง ซึ่งอยู่เหนือ ขึ้นไป ระดับหมื่นฟุต ภูเขานี้ปกคลุมด้วยหิมะ และน้ำแข็งตลอดทั้งปี มีเพียงช่วงฤดูร้อน ที่จะเข้าไปได้ บางคนก็เคยปีนและเดินขึ้นไป ส่วนภาพที่เห็นนี้เป็นรูปถ่ายจากกองทัพ อวกาศในภารกิจการลาดตระเวน อากาศมรยอดเขา

 

ที่มา : http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/?topic=47307.0

 

Credit : http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/?topic=47307.0

 

Loading...